เวลาที่มีคนรอบข้างเขาแสดง พฤติกรรมที่แย่ๆ บางอย่างสื่ออาการทางจิตใจไม่รู้ตัว

เวลาที่มีคนรอบข้างเขาแสดง พฤติกรรมที่แย่ๆ ใส่ใคร แม้กระทั่งมีคนแสดง พฤติกรรมที่แย่ๆ ใส่เราอีก ไม่ว่าจะนิสัยจริงกับโลกโซเชียล บางครั้งกลุ่มคนที่ Low Technology ยังไม่ค่อยเห็นภาพชัดเจนเท่าไหร่ แต่อาจจะมีความตึงเครียดที่มากพอสมควร ชีวิตจริงกับการใช้ Social Media

ต้องยอมรับเลยว่า คนสมัยนี้น่ากลัวมากจริง ๆ เอาเป็นเครื่องมือทำร้ายต่อกัน มันก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลยล่ะ ต้องบอกก่อนเลยว่าเรามักจะป่วยทางจิตใจค่อนข้างเยอะ และบางคนเป็นกันเยอะมากจนไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นด้วย

ยกเว้นเสียว่าได้รับคำวินิจฉัยจากทางการแพทย์มาแล้วว่าเป็นกลุ่มนี้ แต่ก็มีไม่น้อยที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยให้ชัดเจน หรือปฏิเสธการรักษา โดยที่บอกไปว่า “ฉันไม่ได้เป็น” “ก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นก่อนนะคะ” หรือ “อย่ามากล่าวหากันมั่ว…ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้” แล้วนี่เองจึงเป็นข้อที่ควรคิดในช่วง New Normal ควรใส่ใจในเรื่อง Mental Health อย่างจริงจังได้แล้ว เพื่อที่จะได้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเข้ามาในชีวิตของคนในสังคม

แน่นอนว่า…ยิ่งเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ทำให้ใครหลายคนเป็นโรคทางจิตใจสูงมาก รวมถึงความก้าวร้าวทางจิตใจในด้านไม่ดีก็เยอะสูงขึ้นจนน่าตกใจ เรามาสังเกตตัวเราเองก่อนว่ามีพฤติกรรมที่เป็นตัวบ่งบอกว่าคุณ  “มีปัญหาทางจิตใจ” โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า

พฤติกรรมที่บ่งบอก “ปัญหาทางจิต”

1.มโนไปเอง

ถ้าจะให้พูดว่า “เชิญรับยาสลายมโนที่ช่องสอง” มันคงจะไม่ถูกกับเรื่องนัก เพราะในสภาพตึงเครียดมีโอกาสคิดไปเองสูงมากเช่นกัน เพื่อลดความเจ็บปวดในจิตใจ แม้ว่าจะลดแค่ชั่วคราวก็ตาม เมื่อสภาพแวดล้อมรอบตัวกดดันมากเท่าไหร่ จิตใจคนก็ยิ่งทำให้ฟุ้งซ่านได้มากเท่านั้น ทุกคนมีสิทธิ์มโนได้ แต่การมโนต้องไม่แสดงพฤติกรรมน่ารังเกียจ  หรือรังแกใคร เช่น  มโนว่าเขารักฉันแต่เจตนาเป็นมือที่สาม มโนว่าฉันรวยแต่ใช้ความรวยฟาดหัวคนอื่นในทางที่ผิด หรือมโนว่าฉันเก่งแต่ความเก่งของคุณยังด้อยประสบการณ์จากคนอื่น ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น “หลงตัวเอง” ไปโดยปริยาย

2.เอะอะก็อิจฉา (ใช้วาจาแบบหยุมหยิม)

พฤติกรรมคนที่ปากจุกจิก อยากมีซีนเด่น ๆ ไม่นั้นเดี๋ยวไม่ตกข่าวก็กลัวไม่มีใครสนใจเรื่องตนเอง แปลตรงตัวก็ไม่อยากให้ใครได้ดี แม้กระทั่งตัวเราที่ดีกว่าเขา ส่วนหนึ่งก็เพราะเขามีปมในจิตใจในเรื่องของ “ความไม่มั่นใจในตนเอง” และ “ความอยากได้อยากมี” เนื่องด้วยประสบการณ์ที่เจอแต่คนดูถูก และเห็นเรื่องของตนเองเป็นเรื่องน่ารังเกียจ

จึงไม่แปลกใจถ้าเขาจะแสดงออกแบบนั้น นั่นเป็นเพราะในชีวิตเขาได้รับ Negative Energy มากจนเกินไปต่างหาก ทางออกที่ดีควรจัดการระบบความคิด และนำหลักจิตบำบัดมาใช้ อย่างน้อยจะได้ปรับเปลี่ยนความคิดผิดๆ ที่แสดงออกทางพฤติกรรม  ลดปมในจิตใจได้ลงบ้าง และค่อย ๆ เปลี่ยนทัศนคติไปในทางที่ดีขึ้น

3.ชอบหาพวก “ข่ม” คนอื่น  ตัวเองถูกต้องเสมอ

หากใครได้ดูเรื่อง “Who Are You เธอคนนั้นคือฉันอีกคน” ในตัวละครที่ชื่อ “ธิดา” ในเวอร์ชั่นไทยหรือ “คังโซยอง” ในเวอร์ชั่นเกาหลี จะอธิบายพฤติกรรมคนที่ชอบกลั่นแกล้งคนอื่นได้ชัดเจน คนที่ชอบใช้กำลังมักจะเป็นในกลุ่มที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น คนที่ต้องการเป็นที่ยอมรับทางสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มพรรคพวก กลุ่มเพื่อน พวกนี้จะขาดความภาคภูมิใจในตนเอง ขาดการนับถือในตนเอง ขาดการอบรมสั่งสอนในที่ถูกที่ควร และสภาพแวดล้อมที่บ้านไม่เป็นที่อุ่นใจอีกต่อไป

จึงเป็นจุดบ่มนิสัยในการใช้กำลังทำร้ายจิตใจผู้อื่น บุคคลเหล่านั้นจะน่าสงสารที่สุด เพราะใช้ปมเหล่านั้นทำลายคนที่อ่อนแอกว่า หรือทำเพื่อความสะใจโดยขาดการยั้งคิด สนุกปากเพียงเท่านั้น

4.เกรียน “คีย์บอร์ด”

ในโลกโซเชียลมีเดียต้องยอมรับว่าเป็นอะไรที่ไร้พรมแดนกว่าที่คิด  ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจาก Nomophobia (โรคขาดโทรศัพท์ไม่ได้) ของบุคคลที่เกรียนๆ ผ่านตัวอักษร  มีการเปรียบเทียบกันมักจะเสี่ยงโรคซึมเศร้า และเกิด Hate Speech สูงกว่าด่าซึ่ง ๆ หน้ากัน คนที่ทำพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ  พร้อมที่จะกร่างใส่คนอื่น  แต่ไม่ทำซึ่งๆ หน้า และส่วนมากถ้าจับผิดปกติได้ จะดูออกเลยว่าบุคคลเหล่านี้มีทั้ง “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” จริง ๆ กับ “หาข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนความผิด” 

ข้อนี้ทางที่ดีควรยับยั้งชั่งใจ และควรระมัดระวังเรื่องการพิมพ์ข้อความ แม้จะเป็นแค่ตัวอักษร ไม่ได้มาจากปากโดยตรง แต่มันก็ทำให้จิตใจย่ำแย่ และผลรุนแรงต่อจิตใจกว่าเจ็บตัวมาก

5.ก้าวร้าว

จะเห็นได้ว่าในคดีที่เป็นข่าวโด่งดังหลายคดี ส่วนมากไม่พ้นความก้าวร้าว และพฤติกรรมต่อต้าน  ไม่ว่าจะแรงขับในใจแบบมีสาเหตุและไม่มีสาเหตุ ซึ่งก้าวร้าวมีทั้งแบบใส่ตรง ๆ กับก้าวร้าว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ส่วนมากเป็นคนที่มีความรุนแรงในจิตใจสูง เนื่องจากเจอภาพเลวร้ายตั้งแต่ยังเด็ก ถูกกลั่นแกล้งอย่างรุนแรงถึงขั้นอับอาย รวมทั้งถูกรังแก ข่มขู่จากใครบางคนทำให้เจ็บตัวและเจ็บใจ จึงเปลี่ยนนิสัย  แสดงออกทางพฤติกรรมไปในทางเลวร้าย คนที่ตกอยู่ในภาวะนี้ควรมีพ่อแม่ให้ความรัก เอาใจใส่ รวมทั้งให้นักจิตวิทยา จิตแพทย์ช่วยบำบัด เยียวยาจิตใจจากความเจ็บปวดในใจก้นลึกให้บรรเทาลง และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

6.เรียกร้องความสงสาร

ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตทุกคนโดยสิ้นเชิง อย่างช่วง COVID-19 ทำให้หลายชีวิตประสบกับคำว่า “จนตรอก” กันถ้วนหน้า จะว่าไปก็น่าเห็นใจอยู่นะ เพราะกว่าจะผ่านมาได้เลือดตาแทบกระเด็นพอสมควร แต่ก็มีไม่น้อยที่ใช้ช่องโหว่ตรงนี้เพื่อประสงค์บางอย่าง เช่น เรียกร้องความน่าสงสารเพื่อดึงความสนใจ ต้องการทำในสิ่งที่ไม่ดีโดยใช้ช่องโหว่ของความน่าสงสารเหล่านี้ เรียกร้องความเห็นใจจากคนอื่นแต่ไม่รู้ว่าภายในจิตใจซ่อนอะไรไว้ นัยหนึ่งก็จะเป็นคนที่ประสงค์ร้าย เช่น ต้มตุ๋น 18 มงกุฎ 

แต่อีกนัยหนึ่งจะมองในทางเรื่อง “ฮิสทีเรีย” แบบตัดทิ้งไม่ได้ เพราะคนที่มีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ ส่วนหนึ่งมาจากขาดความรัก เป็นคนที่ถูกลืมจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็กจนต้องการมีหน้าตา มีที่ยืนในสังคม เหมือนโหยหาอยู่ตลอดเวลา มีรักอยู่รอบตัวแต่ไม่รู้จักอิ่ม ก็ยังตะเกียกตะกายเรียกร้องจากคนอื่นร่ำไป นี่เองคือส่วนหนึ่งของอาการของโรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบฮิสทีเรีย ที่เรียกร้องความสนใจ  ต้องการนั่นนี่อยู่ตลอดเวลาและมีจิตคิดริษยารุนแรงกว่าอิจฉาแบบทั่ว ๆ ไปเสียอีก

7.พูดไม่รู้จักคิด

หากใครได้ดูละครเรื่อง “ปาก” ก็จะเป็นละครสอนเรื่องคำพูดอย่างดี โดยเฉพาะตัวละครที่ชื่อ “รอย” ซึ่งเป็นคนที่ข่มคนอื่นที่ดีกว่าตนเอง มีความอิจฉา พูดจาเหมือนคนยับยั้งชั่งใจไม่ได้ อวดสรรพคุณตัวเองจนเกินงาม แม้กระทั่งด่าสาดเสียเทเสียแบบขาดการยับยั้งชั่งใจ ไม่ว่าจะยามโกรธหรือสะใจ การที่ใช้ปากทำร้ายคนอื่น ไม่ว่าจะแขวะให้เสียหาย หรือด่าให้เจ็บใจไปข้างหนึ่งแบบขาดการยั้งคิด หรือพูด ใช้ถ้อยคำที่ไม่มีเหตุผล ปราศจากข้อเท็จจริง จะทำให้ชีวิตตกต่ำ ไม่มีใครชื่นชอบพฤติกรรมในคำพูดตนเอง เพราะ “ปลาหมอตายเพราะปาก” นี่เองเวลาจะพูดอะไรให้มีสติ รอบคอบว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด

8.มือเติบ

ในช่วงแบบนี้ การจองโปรโมชั่นด่วน  แพคเกจทางออนไลน์ เลือกของแบรนด์เนม การซื้อตั๋วเพื่อความบันเทิง การสั่งของทางออนไลน์ หรือสั่งของทางเบอร์โทรเป็นช่องทางที่สะดวกที่สุด แต่บางทีทำให้เราใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากกว่าเดิม ซึ่งน้อยคนนักจะรู้ตัวว่าเสี่ยงเรื่องป่วยทางจิตใจเนื่องจากห้ามใจไม่ได้เลย กว่าจะเฉลียวใจก็ยับยั้งชั่งใจไม่ได้ พอเงินหมดก็เครียดกันถ้วนหน้า ทางที่ดีหาทางเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ลำบากตอนอายุมาก ๆ ในภายหลัง

ในช่วงการเปลี่ยนแปลงนี้จึงมีโอกาสเสี่ยงที่เกิดพฤติกรรมไม่ดีค่อนข้างมาก จึงอยากให้มีบทบาทเพื่อบรรเทาความตึงเครียดของคนในสังคม แม้แต่ผู้เขียนเองก็มีความเสี่ยงที่จะป่วยเนื่องจากสถานการณ์ที่ยากต่อการรับมือ และยากต่อการคาดเดา ซึ่งต้องได้รับคำแนะนำจากนักจิตวิทยาเพื่อรับมือกับการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมือนเดิม ทางที่ดีอะไรที่เป็นจุดเสี่ยงในจิตใจ ขอให้รู้เท่าทันตัวเรา ทั้งในด้านบวกและด้านลบของเรา

เพื่อที่จะจัดการระบบความคิดตัวเองได้ ก็อยากให้ค่อย ๆ จัดการทีละขั้น เรื่องไหนที่เป็นเรื่องแก้ได้ก็ให้รีบแก้ แก้ไม่ได้ให้วางไว้ก่อน หรือเรื่องไหนที่เป็นอดีต ก็ให้นึกแต่เรื่องดี ๆ ค่อย ๆ ลดอดีตที่เจ็บปวดไว้บ้าง แล้วอยู่กับปัจจุบันว่าระหว่างทางเราเรียนรู้อะไรอยู่ แล้วอนาคตจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง ถ้าเราทำไม่ได้จริง ๆ ควรปรึกษาจิตแพทย์ควบคู่ด้วย อย่างน้อยจะได้มี Guideline ให้เราเดินหน้าต่อได้อย่างมีความสุขและปกติที่สุด ขอแค่เรายังตระหนักถึงความสำคัญของ Mental Health และดำเนินชีวิตอย่างมีสติค่ะ

ติดตามข่าวสุขภาพและติดตามผักและผลไม้สีแดง มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายคุณอย่างไร